กฎหมายพาณิชย์คือกฎหมายที่ใช้กับผู้ที่เข้าทำนิติกรรมในฐานะผู้ประกอบการค้า มิใช่ในฐานะบุคคลทั่วไป ในระบบกฎหมายของยุโรปภาคพื้นทวีปและญี่ปุ่น แยกไว้เป็นประมวลกฎหมายพาณิชย์ต่างหากจากประมวลกฎหมายแพ่ง ประเทศไทยรวมทั้งสองส่วนไว้ในประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน แต่โครงสร้างภายในยังคงแยกเรื่องทางการค้าออกมาเป็นลักษณะของตนเอง ได้แก่ หุ้นส่วนบริษัท ตั๋วเงิน ตัวแทน นายหน้า ประกันภัย รับขน และบัญชีเดินสะพัด
การแยกมิใช่เรื่องทางวิชาการอย่างเดียว แต่มีผลในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการค้าที่เรียกเก็บค่าสินค้าหรือค่าจ้างทำของ มีระยะเวลาใช้สิทธิสั้นกว่าหนี้ทั่วไปอย่างมาก พยานหลักฐานที่ใช้เป็นเอกสารทางบัญชีและใบกำกับภาษี มิใช่คำเบิกความของพยานบุคคล และคู่กรณีมักต้องทำการค้าร่วมกันต่อไปหลังเรื่องยุติ ซึ่งมีผลต่อการเลือกแนวทาง
ประเทศไทยไม่มีศาลพาณิชย์แยกต่างหาก คดีเหล่านี้จึงพิจารณาในศาลแพ่งตามปกติ ยกเว้นข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศและเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งมีศาลชำนัญพิเศษของตนเอง ส่วนเรื่องหนี้สินล้นพ้นตัวและการฟื้นฟูกิจการอยู่ที่ศาลล้มละลาย
เรื่องที่ถือเป็นข้อพิพาททางพาณิชย์
- ซื้อขายและจัดหาสินค้าระหว่างกิจการ รวมถึงการส่งมอบไม่ตรงตามที่ตกลง การส่งมอบล่าช้า และการปฏิเสธไม่รับมอบ
- หนี้การค้าค้างชำระ และการเรียกเก็บตามใบแจ้งหนี้ที่ค้างมานาน
- ตั๋วเงิน ทั้งเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตั๋วแลกเงิน และตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งมีวิธีเรียกร้องและกำหนดเวลาเฉพาะของตน
- บัญชีเดินสะพัดและสินเชื่อทางการค้าระหว่างคู่ค้า
- ตัวแทน นายหน้า ตัวแทนจำหน่าย แฟรนไชส์ และสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ
- หุ้นส่วนและบริษัท ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้น การเพิกถอนมติที่ประชุม และความรับผิดของกรรมการ
- ประกันภัยทางการค้า ทั้งการปฏิเสธความรับผิดของผู้รับประกันภัยและการเรียกค่าสินไหมทดแทน
- รับขนของและงานโลจิสติกส์ กรณีของสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบล่าช้า
- งานก่อสร้างและงานรับเหมา ทั้งค่าจ้างค้างชำระ งานบกพร่อง และการเรียกค่าปรับตามสัญญา
- ค้ำประกันและหลักประกันทางธุรกิจ รวมถึงการบังคับเอาจากผู้ค้ำประกัน
- ล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการ ทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และฝ่ายลูกหนี้
ข้อแตกต่างในทางปฏิบัติจากคดีแพ่งทั่วไป
- ระยะเวลาใช้สิทธิสั้นกว่า หนี้ที่ผู้ประกอบการค้าเรียกเก็บจากลูกค้า มีกำหนดเพียงสองปี ขณะที่หนี้ตามสัญญาทั่วไปมีถึงสิบปี
- พยานหลักฐานเป็นเอกสารเป็นหลัก ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบกำกับภาษี และบัญชีของทั้งสองฝ่าย มีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความ
- คู่กรณีเป็นนิติบุคคล จึงต้องตรวจอำนาจผู้ลงนามและหนังสือรับรองตั้งแต่ก่อนฟ้อง มิฉะนั้นอาจฟ้องผิดตัว
- ความสัมพันธ์ทางการค้ามักต้องดำเนินต่อไป การเจรจาที่มีเอกสารรองรับจึงให้ผลดีกว่าคำพิพากษาที่ได้มาในอีกหลายปีข้างหน้าในหลายกรณี
- ทรัพย์สินของนิติบุคคลโยกย้ายได้เร็ว การขอคุ้มครองชั่วคราวจึงมีความสำคัญมากกว่าในคดีระหว่างบุคคล
มาตรการที่ใช้ก่อนหรือระหว่างดำเนินคดี
- มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามที่ระบุจำนวนเงินและกำหนดเวลาชัดเจน ซึ่งในบางเรื่องกฎหมายบังคับให้ต้องทำก่อนฟ้อง
- เจรจาและจัดทำข้อตกลงผ่อนชำระที่มีผลบังคับได้ พร้อมกำหนดผลเมื่อผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง
- ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของอีกฝ่ายไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเท
- ตรวจสอบทรัพย์สินและสถานะทางทะเบียนของอีกฝ่ายก่อนตัดสินใจฟ้อง เพื่อให้ทราบว่าหากชนะคดีแล้วจะบังคับได้จริงเพียงใด
- พิจารณาว่าควรใช้ช่องทางล้มละลายแทนการฟ้องเรียกหนี้ตามปกติหรือไม่ ในกรณีที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายและทรัพย์สินไม่พอชำระ
เอกสารที่ควรเตรียมมา
- สัญญาและใบสั่งซื้อ พร้อมเอกสารแก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ
- ใบส่งของ ใบวางบิล ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และหลักฐานการรับชำระเงิน
- รายการทางบัญชีที่แสดงยอดค้างชำระ และหนังสือยืนยันยอดหากมี
- เช็คพร้อมใบคืนเช็คจากธนาคาร สำหรับเรื่องที่เกี่ยวกับตั๋วเงิน
- หนังสือโต้ตอบและข้อความสนทนาทางธุรกิจ โดยเฉพาะข้อความที่อีกฝ่ายยอมรับยอดหนี้
- หนังสือรับรองบริษัทของทั้งสองฝ่าย เพื่อตรวจอำนาจผู้ลงนาม
ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับเรื่องของท่าน ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นราย ๆ ไป
