Commit Legal Consultantกรุงเทพมหานคร · ประเทศไทย โทรศัพท์

คดีแพ่ง

ข้อพิพาทระหว่างเอกชนในฐานะบุคคล มิใช่ในฐานะผู้ประกอบการค้า ที่ต้องให้ศาลชี้ขาดว่าฝ่ายใดต้องชดใช้ ส่งมอบ หรือปฏิบัติตามที่ผูกพันไว้

หนี้ในทางแพ่งเกิดขึ้นได้จากสองทาง ทางแรกคือคู่กรณีตกลงผูกพันกันเอง ซึ่งก็คือสัญญา ทางที่สองคือกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดขึ้นเอง โดยที่คู่กรณีมิได้ตกลงกันไว้เลย เช่น การทำให้ผู้อื่นเสียหาย การได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาโดยไม่มีสิทธิ ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะกำหนดว่าต้องพิสูจน์สิ่งใด และมีระยะเวลาให้ใช้สิทธิเท่าใด

ประเทศไทยรวมกฎหมายแพ่งกับกฎหมายพาณิชย์ไว้ในประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน สองคำนี้จึงมักถูกใช้ปนกัน ในทางสากลแยกกันชัดเจน และการแยกมีประโยชน์ในทางปฏิบัติ หน้านี้ครอบคลุมข้อพิพาทที่คู่กรณีเกี่ยวข้องกันในฐานะบุคคล ส่วนข้อพิพาทที่เกิดจากการประกอบการค้า ระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน อยู่ในเรื่องคดีพาณิชย์

สิ่งที่ได้จากคดีแพ่งคือค่าเสียหาย ทรัพย์สินที่ได้คืน หรือคำบังคับให้อีกฝ่ายกระทำการหรืองดเว้นการกระทำ มิใช่โทษจำคุก เหตุการณ์เดียวกันอาจเป็นทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาพร้อมกัน เช่น อุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บ ซึ่งรัฐดำเนินคดีอาญาส่วนหนึ่ง และผู้เสียหายต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเองอีกส่วนหนึ่ง ทั้งสองเรื่องมีกำหนดเวลาต่างกัน และการตกลงกันในคดีอาญาไม่ทำให้สิทธิเรียกค่าเสียหายระงับไปเสมอไป

มูลเหตุที่ทำให้เกิดหนี้ในทางแพ่ง

  • สัญญา คือข้อผูกพันที่คู่กรณีตกลงกันเอง ผู้เรียกร้องต้องพิสูจน์ว่ามีข้อตกลงเช่นนั้นจริง และอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม
  • ละเมิด คือการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนผู้อื่นเสียหาย ไม่ต้องมีสัญญาต่อกันมาก่อน ครอบคลุมตั้งแต่อุบัติเหตุ การทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไปจนถึงการกล่าวข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท
  • จัดการงานนอกสั่ง คือการเข้าจัดการงานให้ผู้อื่นโดยมิได้รับมอบหมาย แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของงาน เช่น ออกค่าใช้จ่ายซ่อมทรัพย์สินที่กำลังจะเสียหายให้ก่อน ผู้จัดการเรียกค่าใช้จ่ายที่ออกไปคืนได้
  • ลาภมิควรได้ คือการที่ฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์หรือประโยชน์ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้อีกฝ่ายเสียไป เช่น โอนเงินผิดบัญชี หรือชำระหนี้ซ้ำสองครั้ง ผู้เสียประโยชน์เรียกคืนได้

ในเรื่องเดียวกันอาจอ้างได้มากกว่าหนึ่งมูลเหตุ และแต่ละมูลเหตุมีระยะเวลาให้ใช้สิทธิไม่เท่ากัน การเลือกมูลเหตุที่ถูกต้องตั้งแต่ตอนร่างคำฟ้อง จึงมีผลต่อรูปคดีมากกว่าที่เข้าใจกัน

ข้อพิพาทที่สำนักงานรับดำเนินการ

  • ค่าเสียหายจากละเมิด ทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน การรักษาพยาบาลที่ผิดพลาด การกระทำโดยประมาท และการทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
  • การเรียกทรัพย์หรือเงินคืนจากผู้ที่ได้ไปโดยไม่มีสิทธิ รวมถึงกรณีโอนเงินผิดบัญชีและการชำระหนี้เกินกว่าที่ต้องชำระ
  • สัญญาระหว่างบุคคล ได้แก่ กู้ยืมเงินส่วนบุคคล ค้ำประกัน จำนอง เช่าที่อยู่อาศัย ซื้อขายทรัพย์สินระหว่างบุคคล และจ้างทำของ
  • ข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ทั้งกรรมสิทธิ์ แนวเขต ทางเข้าออก ภาระจำยอม การครอบครอง และการโอนที่ไม่ชอบ
  • ขับไล่ผู้บุกรุก และเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้
  • คดีครอบครัว ได้แก่ ฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งพิจารณาที่ศาลเยาวชนและครอบครัว
  • คดีมรดก ตั้งผู้จัดการมรดก แบ่งมรดก และข้อพิพาทเรื่องพินัยกรรม
  • คดีผู้บริโภคที่ประชาชนฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมีวิธีพิจารณาที่ผ่อนปรนให้ฝ่ายผู้บริโภคเป็นการเฉพาะ

สิ่งที่สำนักงานทำให้

  • ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริง แล้วแจ้งให้ทราบตามความเป็นจริงว่ารูปคดีเป็นอย่างไร สมควรฟ้องคดี สมควรเจรจา หรือไม่สมควรดำเนินการต่อ
  • ตรวจกำหนดเวลาในการใช้สิทธิเป็นอันดับแรก ก่อนวางแนวทางอื่นทั้งหมด
  • มีหนังสือทวงถามและเจรจากับอีกฝ่าย รวมถึงทำข้อตกลงยอมความที่บังคับได้ตามกฎหมาย
  • จัดทำคำฟ้อง คำให้การ และเอกสารทุกฉบับที่ต้องยื่นต่อศาล
  • ว่าความและนำพยานเข้าสืบทุกนัด โดยทนายความที่ระบุชื่อรับผิดชอบคดี
  • ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา เช่น อายัดทรัพย์ของอีกฝ่ายไว้ก่อน เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน
  • อุทธรณ์และฎีกาเมื่อลูกความตัดสินใจสู้ต่อ
  • บังคับคดีหลังชนะ ทั้งยึดทรัพย์ อายัดเงินเดือนหรือบัญชี และขายทอดตลาด

ขั้นตอนที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเป็นคดี

การดำเนินคดีแพ่งมีลำดับขั้นตอนที่แน่นอนและใช้ระยะเวลาพอสมควร การทราบขั้นตอนไว้ล่วงหน้าช่วยให้วางแผนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายได้

  • มีหนังสือทวงถามหรือบอกกล่าวไปยังอีกฝ่ายก่อน ซึ่งบางเรื่องกฎหมายบังคับให้ต้องทำ
  • ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ คือศาลท้องที่ที่จำเลยอยู่ หรือศาลที่เรื่องเกิด พร้อมชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนเงินที่เรียกร้อง
  • ศาลส่งหมายเรียกไปให้อีกฝ่าย ซึ่งมีกำหนดเวลายื่นคำให้การ หากไม่ยื่นภายในกำหนด ศาลอาจพิจารณาและพิพากษาไปฝ่ายเดียว
  • ศาลนัดไกล่เกลี่ย ซึ่งคดีจำนวนมากยุติลงในชั้นนี้ โดยใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการดำเนินคดีจนถึงที่สุด
  • หากไม่อาจตกลงกันได้ ศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทและนัดสืบพยาน แล้วจึงมีคำพิพากษา
  • ฝ่ายที่ไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด และอาจดำเนินการถึงชั้นฎีกา
  • เมื่อคดีถึงที่สุดและอีกฝ่ายไม่ชำระตามคำพิพากษา จึงเข้าสู่ชั้นบังคับคดี

กำหนดเวลาที่ทำให้เสียสิทธิ

กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิเรียกร้องไว้ทุกเรื่อง เมื่อพ้นกำหนดแล้วศาลจะยกฟ้อง แม้จะมีพยานหลักฐานครบถ้วนก็ตาม ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับมูลเหตุแห่งหนี้ เรื่องที่มาจากละเมิดมีระยะเวลาสั้นกว่าเรื่องที่มาจากสัญญาอย่างมาก

ข้อสำคัญคือวันเริ่มนับมิใช่วันที่เกิดเหตุเสมอไป แต่เป็นวันที่ท่านทราบเรื่อง และทราบตัวผู้ต้องรับผิด ซึ่งอาจห่างกันมาก หากไม่แน่ใจว่าเรื่องของท่านเหลือระยะเวลาเท่าใด ให้ถือวันที่เร็วที่สุดไว้ก่อน และรีบปรึกษาทนายความ เนื่องจากไม่อาจแก้ไขย้อนหลังได้

เอกสารที่ควรเตรียมมา

  • สัญญา ใบเสร็จ ใบส่งของ หรือหลักฐานการโอนเงินที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อความสนทนาหรือจดหมายที่โต้ตอบกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะข้อความที่อีกฝ่ายรับว่าเป็นหนี้
  • บันทึกประจำวันของตำรวจ ภาพถ่าย และเวชระเบียน สำหรับเรื่องที่มาจากละเมิด
  • บันทึกวันที่ท่านทราบเรื่อง และวันที่ทราบตัวผู้ต้องรับผิด
  • หมายศาลและสำเนาคำฟ้องพร้อมซองจดหมาย กรณีที่ถูกฟ้องแล้ว
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองบริษัท

ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับเรื่องของท่าน ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นราย ๆ ไป

ติดต่อเรา

ให้คำปรึกษาเบื้องต้น

แจ้งรายละเอียดเรื่องของท่านมาได้ สำนักงานให้คำปรึกษาเบื้องต้นเพื่อประเมินเรื่องก่อน แล้วจึงแจ้งว่ารับดำเนินการให้ได้หรือไม่ ต้องดำเนินการอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเท่าใด

โทรศัพท์
อีเมล
ที่อยู่
18/241 ซอยคู้บอน 27 แยก 35 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220
ระบบลูกความ