หนี้ในทางแพ่งเกิดขึ้นได้จากสองทาง ทางแรกคือคู่กรณีตกลงผูกพันกันเอง ซึ่งก็คือสัญญา ทางที่สองคือกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดขึ้นเอง โดยที่คู่กรณีมิได้ตกลงกันไว้เลย เช่น การทำให้ผู้อื่นเสียหาย การได้ทรัพย์ของผู้อื่นมาโดยไม่มีสิทธิ ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะกำหนดว่าต้องพิสูจน์สิ่งใด และมีระยะเวลาให้ใช้สิทธิเท่าใด
ประเทศไทยรวมกฎหมายแพ่งกับกฎหมายพาณิชย์ไว้ในประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน สองคำนี้จึงมักถูกใช้ปนกัน ในทางสากลแยกกันชัดเจน และการแยกมีประโยชน์ในทางปฏิบัติ หน้านี้ครอบคลุมข้อพิพาทที่คู่กรณีเกี่ยวข้องกันในฐานะบุคคล ส่วนข้อพิพาทที่เกิดจากการประกอบการค้า ระหว่างผู้ประกอบการด้วยกัน อยู่ในเรื่องคดีพาณิชย์
สิ่งที่ได้จากคดีแพ่งคือค่าเสียหาย ทรัพย์สินที่ได้คืน หรือคำบังคับให้อีกฝ่ายกระทำการหรืองดเว้นการกระทำ มิใช่โทษจำคุก เหตุการณ์เดียวกันอาจเป็นทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาพร้อมกัน เช่น อุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บ ซึ่งรัฐดำเนินคดีอาญาส่วนหนึ่ง และผู้เสียหายต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเองอีกส่วนหนึ่ง ทั้งสองเรื่องมีกำหนดเวลาต่างกัน และการตกลงกันในคดีอาญาไม่ทำให้สิทธิเรียกค่าเสียหายระงับไปเสมอไป
มูลเหตุที่ทำให้เกิดหนี้ในทางแพ่ง
- สัญญา คือข้อผูกพันที่คู่กรณีตกลงกันเอง ผู้เรียกร้องต้องพิสูจน์ว่ามีข้อตกลงเช่นนั้นจริง และอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม
- ละเมิด คือการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อจนผู้อื่นเสียหาย ไม่ต้องมีสัญญาต่อกันมาก่อน ครอบคลุมตั้งแต่อุบัติเหตุ การทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ไปจนถึงการกล่าวข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท
- จัดการงานนอกสั่ง คือการเข้าจัดการงานให้ผู้อื่นโดยมิได้รับมอบหมาย แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของงาน เช่น ออกค่าใช้จ่ายซ่อมทรัพย์สินที่กำลังจะเสียหายให้ก่อน ผู้จัดการเรียกค่าใช้จ่ายที่ออกไปคืนได้
- ลาภมิควรได้ คือการที่ฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์หรือประโยชน์ไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้อีกฝ่ายเสียไป เช่น โอนเงินผิดบัญชี หรือชำระหนี้ซ้ำสองครั้ง ผู้เสียประโยชน์เรียกคืนได้
ในเรื่องเดียวกันอาจอ้างได้มากกว่าหนึ่งมูลเหตุ และแต่ละมูลเหตุมีระยะเวลาให้ใช้สิทธิไม่เท่ากัน การเลือกมูลเหตุที่ถูกต้องตั้งแต่ตอนร่างคำฟ้อง จึงมีผลต่อรูปคดีมากกว่าที่เข้าใจกัน
ข้อพิพาทที่สำนักงานรับดำเนินการ
- ค่าเสียหายจากละเมิด ทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน การรักษาพยาบาลที่ผิดพลาด การกระทำโดยประมาท และการทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
- การเรียกทรัพย์หรือเงินคืนจากผู้ที่ได้ไปโดยไม่มีสิทธิ รวมถึงกรณีโอนเงินผิดบัญชีและการชำระหนี้เกินกว่าที่ต้องชำระ
- สัญญาระหว่างบุคคล ได้แก่ กู้ยืมเงินส่วนบุคคล ค้ำประกัน จำนอง เช่าที่อยู่อาศัย ซื้อขายทรัพย์สินระหว่างบุคคล และจ้างทำของ
- ข้อพิพาทเรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ทั้งกรรมสิทธิ์ แนวเขต ทางเข้าออก ภาระจำยอม การครอบครอง และการโอนที่ไม่ชอบ
- ขับไล่ผู้บุกรุก และเรียกทรัพย์สินคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้
- คดีครอบครัว ได้แก่ ฟ้องหย่า แบ่งสินสมรส อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งพิจารณาที่ศาลเยาวชนและครอบครัว
- คดีมรดก ตั้งผู้จัดการมรดก แบ่งมรดก และข้อพิพาทเรื่องพินัยกรรม
- คดีผู้บริโภคที่ประชาชนฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งมีวิธีพิจารณาที่ผ่อนปรนให้ฝ่ายผู้บริโภคเป็นการเฉพาะ
สิ่งที่สำนักงานทำให้
- ตรวจเอกสารและข้อเท็จจริง แล้วแจ้งให้ทราบตามความเป็นจริงว่ารูปคดีเป็นอย่างไร สมควรฟ้องคดี สมควรเจรจา หรือไม่สมควรดำเนินการต่อ
- ตรวจกำหนดเวลาในการใช้สิทธิเป็นอันดับแรก ก่อนวางแนวทางอื่นทั้งหมด
- มีหนังสือทวงถามและเจรจากับอีกฝ่าย รวมถึงทำข้อตกลงยอมความที่บังคับได้ตามกฎหมาย
- จัดทำคำฟ้อง คำให้การ และเอกสารทุกฉบับที่ต้องยื่นต่อศาล
- ว่าความและนำพยานเข้าสืบทุกนัด โดยทนายความที่ระบุชื่อรับผิดชอบคดี
- ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา เช่น อายัดทรัพย์ของอีกฝ่ายไว้ก่อน เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน
- อุทธรณ์และฎีกาเมื่อลูกความตัดสินใจสู้ต่อ
- บังคับคดีหลังชนะ ทั้งยึดทรัพย์ อายัดเงินเดือนหรือบัญชี และขายทอดตลาด
ขั้นตอนที่เกิดขึ้นจริงเมื่อเป็นคดี
การดำเนินคดีแพ่งมีลำดับขั้นตอนที่แน่นอนและใช้ระยะเวลาพอสมควร การทราบขั้นตอนไว้ล่วงหน้าช่วยให้วางแผนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายได้
- มีหนังสือทวงถามหรือบอกกล่าวไปยังอีกฝ่ายก่อน ซึ่งบางเรื่องกฎหมายบังคับให้ต้องทำ
- ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ คือศาลท้องที่ที่จำเลยอยู่ หรือศาลที่เรื่องเกิด พร้อมชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนเงินที่เรียกร้อง
- ศาลส่งหมายเรียกไปให้อีกฝ่าย ซึ่งมีกำหนดเวลายื่นคำให้การ หากไม่ยื่นภายในกำหนด ศาลอาจพิจารณาและพิพากษาไปฝ่ายเดียว
- ศาลนัดไกล่เกลี่ย ซึ่งคดีจำนวนมากยุติลงในชั้นนี้ โดยใช้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการดำเนินคดีจนถึงที่สุด
- หากไม่อาจตกลงกันได้ ศาลจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทและนัดสืบพยาน แล้วจึงมีคำพิพากษา
- ฝ่ายที่ไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด และอาจดำเนินการถึงชั้นฎีกา
- เมื่อคดีถึงที่สุดและอีกฝ่ายไม่ชำระตามคำพิพากษา จึงเข้าสู่ชั้นบังคับคดี
กำหนดเวลาที่ทำให้เสียสิทธิ
กฎหมายกำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิเรียกร้องไว้ทุกเรื่อง เมื่อพ้นกำหนดแล้วศาลจะยกฟ้อง แม้จะมีพยานหลักฐานครบถ้วนก็ตาม ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับมูลเหตุแห่งหนี้ เรื่องที่มาจากละเมิดมีระยะเวลาสั้นกว่าเรื่องที่มาจากสัญญาอย่างมาก
ข้อสำคัญคือวันเริ่มนับมิใช่วันที่เกิดเหตุเสมอไป แต่เป็นวันที่ท่านทราบเรื่อง และทราบตัวผู้ต้องรับผิด ซึ่งอาจห่างกันมาก หากไม่แน่ใจว่าเรื่องของท่านเหลือระยะเวลาเท่าใด ให้ถือวันที่เร็วที่สุดไว้ก่อน และรีบปรึกษาทนายความ เนื่องจากไม่อาจแก้ไขย้อนหลังได้
เอกสารที่ควรเตรียมมา
- สัญญา ใบเสร็จ ใบส่งของ หรือหลักฐานการโอนเงินที่เกี่ยวข้อง
- ข้อความสนทนาหรือจดหมายที่โต้ตอบกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะข้อความที่อีกฝ่ายรับว่าเป็นหนี้
- บันทึกประจำวันของตำรวจ ภาพถ่าย และเวชระเบียน สำหรับเรื่องที่มาจากละเมิด
- บันทึกวันที่ท่านทราบเรื่อง และวันที่ทราบตัวผู้ต้องรับผิด
- หมายศาลและสำเนาคำฟ้องพร้อมซองจดหมาย กรณีที่ถูกฟ้องแล้ว
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน หรือหนังสือรับรองบริษัท
ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับเรื่องของท่าน ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นราย ๆ ไป
