ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากให้การในชั้นสอบสวนไปโดยยังไม่ได้ปรึกษาทนายความ เพราะเข้าใจว่าการอธิบายให้เจ้าพนักงานฟังจะทำให้เรื่องยุติ คำให้การในชั้นนั้นถูกบันทึกไว้และใช้อ้างอิงได้ในชั้นศาล การเปลี่ยนคำให้การในภายหลังทำได้ แต่ทำให้ต้องอธิบายเพิ่มว่าเหตุใดจึงเปลี่ยน
ในทางกลับกัน ผู้เสียหายจำนวนมากเสียสิทธิเพราะร้องทุกข์ช้าเกินกำหนด ความผิดที่ยอมความได้ เช่น ฉ้อโกงและยักยอกระหว่างเอกชน ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ทราบเรื่องและทราบตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นกว่าที่หลายท่านเข้าใจ
สำนักงานรับงานทั้งฝ่ายผู้เสียหายและฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา ตั้งแต่ชั้นเจ้าพนักงานสอบสวนจนถึงชั้นศาล
งานที่สำนักงานรับดำเนินการ
- เข้าร่วมฟังการสอบปากคำในชั้นสอบสวน และให้คำแนะนำก่อนให้การ
- ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ทั้งในชั้นเจ้าพนักงานสอบสวนและชั้นศาล พร้อมจัดเตรียมหลักประกัน
- ร้องทุกข์แทนผู้เสียหาย และติดตามความคืบหน้าของสำนวนการสอบสวน
- ฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองในนามผู้เสียหาย เมื่อไม่ประสงค์จะรอพนักงานอัยการ
- ว่าความในชั้นพิจารณา ทั้งการนำสืบพยานและการถามค้าน
- ดำเนินการเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายควบคู่ไปกับคดีอาญา
- อุทธรณ์และฎีกา และยื่นคำร้องเกี่ยวกับการบังคับโทษ
สิ่งที่ควรทำเมื่อถูกเรียกพบเจ้าพนักงาน
- ตรวจดูว่าถูกเรียกในฐานะพยานหรือผู้ต้องหา ซึ่งมีสิทธิและผลต่างกัน
- ปรึกษาทนายความก่อนให้การ และมีสิทธิให้ทนายความอยู่ร่วมในการสอบปากคำ
- อ่านบันทึกคำให้การให้ครบถ้วนก่อนลงลายมือชื่อ หากข้อความใดไม่ตรงกับที่ให้การไว้ ให้แจ้งแก้ไขก่อน
- เก็บสำเนาเอกสารทุกฉบับที่ได้รับและที่ลงลายมือชื่อไว้
- ไม่ติดต่อกับผู้เสียหายหรือพยานโดยลำพัง เนื่องจากอาจถูกเข้าใจว่าเป็นการแทรกแซงพยาน
เอกสารที่ควรเตรียมมา
- หมายเรียกหรือหมายจับ พร้อมซองจดหมายที่ได้รับ
- บันทึกประจำวันหรือใบรับแจ้งความ หากเป็นผู้เสียหาย
- เอกสารการเงิน สัญญา หรือข้อความสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง
- บันทึกวันที่ทราบเรื่องและวันที่ทราบตัวผู้กระทำ เนื่องจากเป็นวันเริ่มนับกำหนดเวลาร้องทุกข์
ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับเรื่องของท่าน หากได้รับหมายเรียกแล้ว โปรดติดต่อสำนักงานก่อนวันนัดพบเจ้าพนักงาน
