คำถามแรกที่ผู้เสียหายถามเกือบทุกรายคือคดีจะจบเมื่อใด คำตอบที่ตรงกับความจริงคือไม่มีกำหนดเวลาตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณคดีของศาลที่รับฟ้อง จำนวนพยานของทั้งสองฝ่าย และท่าทีของคู่ความว่าจะสู้เต็มที่หรือยอมเจรจา
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนซึ่งพบบ่อยคือ คิดว่าเมื่อยื่นฟ้องแล้วศาลจะเรียกคู่กรณีมาตัดสินทันที ความจริงคือกฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้เป็นชั้น ๆ ตั้งแต่การส่งหมายเรียก การยื่นคำให้การ การตรวจพยานหลักฐาน การสืบพยาน จนถึงการอ่านคำพิพากษา เมื่อชั้นหนึ่งเลื่อน ชั้นถัดไปย่อมเลื่อนตาม
คดีแพ่งในศาลชั้นต้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง
การทราบลำดับขั้นตอนช่วยให้ประเมินได้ว่าเรื่องอยู่ตรงไหนแล้ว และเหลืออีกกี่ขั้นกว่าจะถึงคำพิพากษา
- ยื่นคำฟ้องพร้อมชำระค่าขึ้นศาล ศาลตรวจคำฟ้องและมีคำสั่งรับฟ้อง
- ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย หากส่งไม่ได้เพราะจำเลยย้ายที่อยู่ ต้องสืบหาภูมิลำเนาใหม่แล้วส่งอีกครั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุความล่าช้าที่พบมากที่สุดสาเหตุหนึ่ง
- จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด หากไม่ยื่น ศาลอาจพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว
- ศาลนัดชี้สองสถานหรือนัดตรวจพยานหลักฐาน เพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาท และกำหนดวันสืบพยาน ในชั้นนี้ศาลมักสอบถามว่าคู่ความประสงค์จะไกล่เกลี่ยหรือไม่
- สืบพยานโจทก์และพยานจำเลย จำนวนนัดขึ้นอยู่กับจำนวนพยานที่แต่ละฝ่ายอ้าง
- ศาลนัดฟังคำพิพากษา
คดีที่คู่ความตกลงกันได้ในชั้นไกล่เกลี่ย ย่อมจบเร็วกว่ามาก เพราะข้ามขั้นสืบพยานซึ่งเป็นช่วงที่ใช้เวลามากที่สุดไปทั้งหมด แต่เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความผูกพันตามข้อตกลงนั้น และโดยหลักจะอุทธรณ์ในภายหลังไม่ได้ จึงควรอ่านเงื่อนไขให้ครบก่อนลงลายมือชื่อ
อะไรทำให้คดียืดเยื้อ
ความล่าช้าส่วนใหญ่มิได้เกิดจากศาล แต่เกิดจากเรื่องที่คู่ความควบคุมได้เอง การเตรียมล่วงหน้าจึงย่นเวลาได้จริง
- ที่อยู่ของจำเลยไม่ถูกต้อง ทำให้ส่งหมายไม่ได้และต้องเริ่มขั้นตอนส่งหมายใหม่
- อ้างพยานบุคคลจำนวนมากเกินความจำเป็น ทั้งที่ประเด็นตัดสินกันด้วยเอกสาร
- เอกสารสำคัญอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ต้องขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสาร
- มีการยื่นคำร้องระหว่างพิจารณาหลายฉบับ ซึ่งศาลต้องไต่สวนและมีคำสั่งก่อน
- ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอเลื่อนคดีด้วยเหตุเจ็บป่วยหรือติดภารกิจ
- คดีมีคู่ความหลายฝ่าย หรือมีการเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ฝ่ายที่แพ้อาจอุทธรณ์ต่อไปได้ ซึ่งทำให้ระยะเวลารวมยาวออกไปอีก การอุทธรณ์มีกำหนดเวลานับแต่วันอ่านคำพิพากษา ส่วนชั้นสูงสุดนั้นมิได้เปิดให้ทุกคดี เพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตก่อน ศาลจึงจะรับไว้พิจารณา คดีจำนวนมากจึงยุติลงที่ชั้นอุทธรณ์
ค่าขึ้นศาลคดีแพ่งเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายในการฟ้องมีอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายในคดีแพ่งแบ่งได้เป็นสองส่วนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ส่วนแรกคือค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระต่อศาลและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอัตราตามกฎหมาย ส่วนที่สองคือค่าทนายความ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกลงกันระหว่างผู้ว่าจ้างกับทนายความ
- ค่าขึ้นศาล คิดจากทุนทรัพย์ กล่าวคือจำนวนเงินที่เรียกร้องในคำฟ้อง ทุนทรัพย์ส่วนที่ไม่เกินห้าสิบล้านบาทเสียร้อยละ 2 แต่ไม่เกินสองแสนบาท ส่วนที่เกินห้าสิบล้านบาทเสียเพิ่มอีกร้อยละ 0.1 ของส่วนที่เกิน คำนวณตัวเลขของเรื่องตนเองได้ด้วยเครื่องคำนวณค่าขึ้นศาลของสำนักงาน
- คดีที่ไม่มีทุนทรัพย์ เช่น ขอให้ศาลสั่งให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญา หรือขอให้เพิกถอนนิติกรรม เสียค่าขึ้นศาลในอัตราคงที่ ไม่ผูกกับจำนวนเงิน
- ค่าส่งหมายและค่าประกาศ ซึ่งชำระตามระยะทางและวิธีส่ง
- ค่าใช้จ่ายในการนำพยานมาเบิกความ และค่าแปลเอกสารภาษาต่างประเทศ
- ค่าธรรมเนียมในชั้นบังคับคดี เมื่อชนะแล้วแต่ต้องยึดหรืออายัดทรัพย์
ในชั้นอุทธรณ์ต้องชำระค่าขึ้นศาลอีกครั้งหนึ่ง และโดยทั่วไปผู้ที่อุทธรณ์ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนอีกฝ่ายไว้ด้วย ผู้ที่คิดจะสู้จนถึงที่สุดจึงควรประเมินยอดรวมตั้งแต่ต้น
ผู้ที่ไม่มีเงินพอเสียค่าธรรมเนียม อาจยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ใช้แทนคำว่าดำเนินคดีอย่างคนอนาถามาตั้งแต่ปี 2551 ศาลจะไต่สวนฐานะและเหตุผลของคำฟ้องก่อนมีคำสั่ง และอาจยกเว้นให้ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้ มิใช่ว่ายื่นแล้วได้รับยกเว้นทุกราย
มีทางฟ้องที่เร็วและถูกกว่าหรือไม่
มิใช่ทุกเรื่องต้องเดินตามวิธีพิจารณาคดีแพ่งเต็มรูปแบบ
- คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่สูงตามที่กฎหมายกำหนด จัดเป็นคดีมโนสาเร่ ศาลใช้วิธีพิจารณาที่รวบรัด และค่าขึ้นศาลมีเพดานต่ำกว่าคดีสามัญ
- คดีที่ฟ้องขอให้ชำระหนี้ตามเอกสารที่ชัดเจนและจำเลยไม่น่ามีข้อต่อสู้ อาจเข้าลักษณะคดีไม่มีข้อยุ่งยาก ซึ่งพิจารณาได้เร็วกว่า
- ข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ เข้าวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้อง
- ข้อพิพาทที่ยังไม่ฟ้อง คู่กรณีอาจขอให้ศาลตั้งผู้ประนีประนอมไกล่เกลี่ยก่อนได้ หากตกลงกันได้ก็ไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีเลย
ก่อนยื่นฟ้อง ต้องตัดสินใจอะไรให้จบก่อน
- ตรวจกำหนดเวลาใช้สิทธิเรียกร้องก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด หากพ้นกำหนดแล้ว ค่าใช้จ่ายทุกบาทที่เสียไปย่อมไม่เกิดประโยชน์
- ตรวจว่าอีกฝ่ายมีทรัพย์สินให้บังคับได้จริงหรือไม่ คำพิพากษาที่บังคับไม่ได้มีค่าเท่ากับกระดาษ
- กำหนดจำนวนเงินที่จะเรียกร้องอย่างมีเหตุผล เรียกสูงเกินจริงทำให้ต้องเสียค่าขึ้นศาลสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น และอาจถูกใช้โต้แย้งเรื่องความสุจริตในภายหลัง
- รวบรวมเอกสารให้ครบก่อนยื่นฟ้อง มิใช่ค่อยหาเมื่อถึงวันสืบพยาน
- ประเมินว่าจุดใดยอมความได้ และจุดใดที่ไม่อาจยอมได้ การทราบขอบเขตนี้ล่วงหน้าทำให้การเจรจาในศาลรวดเร็วขึ้นมาก
การฟ้องคดีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง มิใช่เป้าหมายในตัวเอง ผู้ที่ตัดสินใจโดยทราบทั้งระยะเวลาและค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ย่อมเลือกได้ว่าจะเดินหน้าหรือจะเจรจา
ข้อมูลในบทความนี้เป็นหลักการทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับเรื่องเฉพาะราย ระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแตกต่างกันตามประเภทคดี ศาลที่รับฟ้อง และข้อเท็จจริงแต่ละเรื่อง หากประสงค์ทราบภาพรวมของเรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่ โปรดส่งข้อเท็จจริงและเอกสารที่มีให้สำนักงานตรวจสอบ
ข้อมูลอ้างอิง
- ตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยค่าขึ้นศาล คดีมีทุนทรัพย์ร้อยละ 2 ของทุนทรัพย์ส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และร้อยละ 0.1 สำหรับส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนคดีไม่มีทุนทรัพย์เสียในอัตราคงที่
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา และมาตรา 247 กำหนดให้การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 ถึงมาตรา 156/1 ว่าด้วยการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งแก้ไขถ้อยคำจากการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเมื่อ พ.ศ. 2551 และภาค 2 ลักษณะ 2 ว่าด้วยวิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้น หมวดว่าด้วยคดีมโนสาเร่และคดีไม่มีข้อยุ่งยาก
- สำนักงานศาลยุติธรรม