การจดทะเบียนสมรสเปลี่ยนสถานะของทรัพย์สินทันที ทรัพย์ที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ก่อนยังคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนทรัพย์ที่ได้มาหลังจากนั้นตกเป็นของทั้งสองฝ่ายร่วมกันโดยผลของกฎหมาย โดยไม่ต้องทำสัญญาและไม่ต้องใส่ชื่อร่วมกันแต่อย่างใด ข้อนี้เป็นจุดที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากที่สุด เพราะคนจำนวนมากยึดตามชื่อที่ปรากฏในโฉนดหรือในสมุดบัญชี
ปัญหาจึงมักปรากฏตอนที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการหย่าหรือด้วยความตาย เมื่อถึงเวลานั้นเอกสารที่ทำไว้ตั้งแต่ต้นจะเป็นตัวชี้ขาด มิใช่ความทรงจำของแต่ละฝ่าย อนึ่ง กฎหมายครอบครัวฉบับปัจจุบันใช้คำว่าคู่สมรส และใช้บังคับกับบุคคลสองคนโดยไม่จำกัดเพศ นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นต้นมา หลักเรื่องทรัพย์สินที่อธิบายต่อไปนี้จึงใช้กับคู่สมรสทุกคู่เหมือนกัน
ทรัพย์ที่ยังคงเป็นของฝ่ายเดียว
กฎหมายเรียกทรัพย์กลุ่มนี้ว่าสินส่วนตัว เจ้าของจัดการได้เองโดยลำพัง และไม่ต้องนำมาแบ่งกันเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง
- ทรัพย์ที่ฝ่ายนั้นมีอยู่แล้วก่อนวันจดทะเบียนสมรส
- เครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับตามควรแก่ฐานะ รวมทั้งเครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพของฝ่ายนั้น
- ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยผู้อื่นให้โดยเสน่หา เว้นแต่พินัยกรรมหรือหนังสือการให้จะระบุไว้ว่าให้เป็นสินสมรส
- ของหมั้น
- ทรัพย์ที่ได้มาจากการขายหรือแลกเปลี่ยนสินส่วนตัว รวมทั้งเงินที่ได้จากการนั้น ซึ่งยังคงเป็นสินส่วนตัวต่อไป
ทรัพย์ที่เป็นของทั้งสองฝ่าย
ทรัพย์กลุ่มนี้กฎหมายเรียกว่าสินสมรส และเป็นของทั้งสองฝ่ายแม้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์จะเป็นของฝ่ายเดียวก็ตาม
- ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้หามา หรือฝ่ายใดจะเป็นผู้มีชื่อในเอกสาร
- เงินเดือน เงินรางวัลประจำปี และรายได้จากการทำงานของแต่ละฝ่ายในระหว่างสมรส
- ทรัพย์ที่ได้รับมาโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้ที่ทำเป็นหนังสือ เมื่อหนังสือนั้นระบุไว้ว่าให้เป็นสินสมรส
- ดอกผลของสินส่วนตัว เช่น ค่าเช่าที่ได้จากอาคารซึ่งเป็นสินส่วนตัว หรือเงินปันผลของหุ้นที่เป็นสินส่วนตัว
เมื่อมีข้อสงสัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ภาระในการพิสูจน์จึงตกแก่ฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นของตนแต่ผู้เดียว หลักฐานที่ใช้ได้ผลคือเอกสารที่แสดงว่าเงินซึ่งใช้ซื้อมาจากแหล่งใด เช่น รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง หนังสือการให้ หรือเอกสารการรับมรดก
เรื่องที่ฝ่ายเดียวทำไปตามลำพังไม่ได้
สินสมรสบางรายการ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะจัดการตามลำพังไม่ได้ ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายเสียก่อน
- ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง หรือปลดจำนอง อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินสมรส
- ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินสมรสเกินกว่าสามปี
- ให้กู้ยืมเงิน หรือให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา เว้นแต่เป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสังคม
- ประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด
หากทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอม คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ แต่สิทธินี้มีกำหนดเวลา ต้องใช้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ทราบเหตุ และไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ทำนิติกรรม เมื่อพ้นกำหนดแล้วก็ไม่อาจเรียกทรัพย์คืนได้ แม้ทรัพย์นั้นจะเป็นสินสมรสจริง นอกจากนี้ ศาลจะไม่เพิกถอนนิติกรรมหากคู่สมรสฝ่ายนั้นได้ให้สัตยาบันแล้ว หรือบุคคลภายนอกได้ทำนิติกรรมโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ในกรณีนั้นคู่สมรสที่เสียหายคงเรียกร้องได้เพียงจากคู่สมรสอีกฝ่าย เช่น นำมูลค่าทรัพย์นั้นมาคิดในการแบ่งสินสมรส
เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง
ไม่ว่าจะสิ้นสุดด้วยการหย่าหรือด้วยความตาย ขั้นตอนแรกคือแยกสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายออกไปก่อน ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นสินสมรสให้แบ่งกันคนละส่วนเท่ากัน หลักนี้ใช้โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้หารายได้มากกว่ากัน และไม่คำนึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีชื่อในเอกสารสิทธิ
ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย การแบ่งสินสมรสต้องทำเสียก่อน แล้วจึงนำเฉพาะส่วนของผู้ตายไปแบ่งเป็นมรดก คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่จึงได้รับสองทาง คือส่วนแบ่งสินสมรสของตนเอง และส่วนแบ่งในกองมรดกในฐานะทายาท ลำดับของทายาทและสัดส่วนที่แต่ละคนได้รับ อธิบายไว้ในบทความเรื่องมรดกเมื่อไม่มีพินัยกรรม
สิ่งที่เตรียมไว้ได้ล่วงหน้า
เรื่องทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสแก้ย้อนหลังได้ยาก สิ่งที่ทำได้ผลที่สุดคือการจัดเอกสารให้ตรงกับความเป็นจริงตั้งแต่ต้น
- ทำสัญญาก่อนสมรสเพื่อกำหนดเรื่องทรัพย์สินให้ต่างไปจากที่กฎหมายวางไว้ ซึ่งต้องจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
- เก็บหลักฐานแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์ชิ้นสำคัญไว้ตั้งแต่วันที่ซื้อ มิใช่ไปตามหาเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว
- แยกบัญชีที่รับมรดกหรือที่รับเงินให้โดยเสน่หา ออกจากบัญชีที่ใช้จ่ายประจำวัน เพราะเมื่อเงินปนกันแล้วการพิสูจน์จะยากขึ้นมาก
- ทำพินัยกรรมไว้ หากต้องการให้การแบ่งทรัพย์ต่างไปจากที่กฎหมายกำหนด
บทความนี้อธิบายหลักการโดยทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายต่อเรื่องของท่าน การจัดประเภททรัพย์แต่ละชิ้นขึ้นอยู่กับวันที่ได้มา แหล่งเงินที่ใช้ซื้อ และเอกสารที่มีอยู่ ส่งรายการทรัพย์และเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้ามาได้ สำนักงานจะชี้แจงให้ว่าส่วนใดน่าจะเป็นสินสมรสและส่วนใดน่าจะเป็นสินส่วนตัว
ข้อมูลอ้างอิง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ครอบครัว หมวดว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส มาตรา 1471 สินส่วนตัว มาตรา 1472 ทรัพย์สินที่ได้มาแทนสินส่วนตัว และมาตรา 1474 สินสมรส พร้อมข้อสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสเมื่อเป็นที่สงสัย
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 การจัดการสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย และมาตรา 1480 การร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมที่ทำไปโดยปราศจากความยินยอม
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 การแบ่งสินสมรสเมื่อหย่า และมาตรา 1625 การคิดส่วนแบ่งสินสมรสก่อนแบ่งมรดก เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14040/2557 วินิจฉัยว่า ที่ดินและบ้านที่ซื้อภายหลังจดทะเบียนสมรส แม้มีชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวในเอกสารสิทธิ ก็เป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละส่วนเท่ากันเมื่อขาดจากการสมรส
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8321/2568 วินิจฉัยว่า เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส คู่สมรสอีกฝ่ายมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่ง
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4246/2557 วินิจฉัยว่า นิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอม เพิกถอนไม่ได้หากบุคคลภายนอกได้ทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เช่น เมื่อโฉนดระบุว่าคู่สมรสฝ่ายนั้นได้ที่ดินมาโดยทางมรดก
- กรมที่ดิน สำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
- กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้รับจดทะเบียนสมรส