Commit Legal Consultantกรุงเทพมหานคร · ประเทศไทย โทรศัพท์

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิ่งที่กิจการขนาดเล็กต้องทำจริง

กิจการที่มีรายชื่อลูกค้า มีกล้องวงจรปิด หรือมีลูกจ้าง ล้วนอยู่ในบังคับของกฎหมายนี้ ไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใด

ความเข้าใจที่พบบ่อยคือกฎหมายฉบับนี้ใช้กับกิจการขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง กิจการที่เก็บชื่อ เบอร์โทรศัพท์ หรือที่อยู่ของบุคคลใด ย่อมอยู่ในบังคับทั้งสิ้น รวมถึงข้อมูลของลูกจ้างเอง และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในสถานประกอบการ

อีกความเข้าใจหนึ่งที่คลาดเคลื่อนคือ ต้องขอความยินยอมจากทุกคนในทุกกรณี ซึ่งไม่ใช่ กฎหมายกำหนดฐานอื่นไว้ด้วย เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย การขอความยินยอมในกรณีที่ใช้ฐานอื่นได้ กลับทำให้เสียเปรียบ เพราะความยินยอมถอนได้ทุกเมื่อ

สิ่งที่กิจการขนาดเล็กควรทำจึงมิใช่การจัดทำเอกสารจำนวนมาก แต่เป็นการทราบว่าตนเก็บข้อมูลอะไรไว้บ้าง เก็บไว้ที่ใด ใช้เพื่ออะไร และใครเข้าถึงได้

กิจการเล็กต้องเริ่มทำอะไรก่อน

  • จัดทำบัญชีว่ากิจการเก็บข้อมูลของใครไว้บ้าง ได้แก่ ลูกค้า ลูกจ้าง ผู้สมัครงาน คู่ค้า และผู้มาติดต่อ พร้อมระบุว่าเก็บไว้ที่ใด
  • ระบุเหตุผลที่เก็บแต่ละรายการ และตัดรายการที่เก็บไว้โดยไม่มีเหตุจำเป็นออก ข้อมูลที่ไม่ได้เก็บไว้ ย่อมไม่มีทางรั่วไหล
  • จัดทำประกาศความเป็นส่วนตัวที่อธิบายตามความเป็นจริง มิใช่คัดลอกจากที่อื่นซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่กิจการทำจริง
  • จำกัดผู้เข้าถึงเท่าที่จำเป็นแก่หน้าที่ และเปลี่ยนรหัสผ่านที่ใช้ร่วมกัน
  • ทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอกที่ประมวลผลข้อมูลแทนกิจการ เช่น ผู้รับทำบัญชี ผู้ดูแลระบบ และผู้ให้บริการคลาวด์
  • ติดป้ายแจ้งบริเวณที่มีกล้องวงจรปิด และกำหนดระยะเวลาเก็บภาพ

ลูกค้าขอใช้สิทธิ ต้องทำอย่างไร

  • ขอทราบว่ากิจการเก็บข้อมูลอะไรของตนไว้ และขอสำเนาได้
  • ขอให้แก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
  • ขอให้ลบข้อมูลที่หมดความจำเป็น หรือถอนความยินยอมที่เคยให้ไว้
  • คัดค้านการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาด
  • ร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล หากกิจการไม่ดำเนินการตามคำขอ

กิจการต้องมีช่องทางรับคำขอเหล่านี้และดำเนินการภายในกำหนดเวลา ช่องทางที่ใช้กันคืออีเมลกลางของกิจการ ซึ่งต้องมีผู้รับผิดชอบดูแลจริง

ข้อมูลรั่ว ต้องแจ้งใครภายในกี่ชั่วโมง

เหตุการณ์ที่พบบ่อยในกิจการขนาดเล็กคือ ส่งอีเมลผิดคน ทำเอกสารที่มีข้อมูลลูกค้าหาย หรือคอมพิวเตอร์ถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่ กฎหมายกำหนดให้ต้องแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยไม่ชักช้า ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และหากมีความเสี่ยงสูงต่อเจ้าของข้อมูล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลด้วย

กำหนดเวลานี้สั้นเกินกว่าจะเริ่มศึกษาเมื่อเกิดเหตุแล้ว จึงควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อเกิดเหตุจะแจ้งใคร และใครเป็นผู้ตัดสินใจ

อะไรที่ทำเกินความจำเป็น

  • ขอความยินยอมในเรื่องที่ใช้ฐานอื่นได้อยู่แล้ว เช่น การเก็บข้อมูลลูกจ้างเพื่อปฏิบัติตามสัญญาจ้างและตามกฎหมายแรงงาน
  • จัดทำเอกสารจำนวนมากโดยไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานจริง ซึ่งไม่ช่วยลดความเสี่ยงและไม่ช่วยในการชี้แจง
  • เก็บสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้ทุกกรณีโดยไม่มีเหตุจำเป็น

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกิจการของท่าน สิ่งที่ต้องทำแตกต่างกันตามประเภทข้อมูลที่เก็บและลักษณะกิจการ โปรดแจ้งรายละเอียดเพื่อให้สำนักงานประเมินสิ่งที่จำเป็นจริง

ข้อมูลอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19 ความยินยอม มาตรา 24 ฐานทางกฎหมายอื่นนอกจากความยินยอมสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วไป มาตรา 27 การใช้และการเปิดเผยข้อมูล และมาตรา 26 ข้อมูลอ่อนไหว
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ในการจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การลบข้อมูลเมื่อพ้นกำหนดเก็บรักษา และอนุมาตรา (4) การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ พร้อมแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อการละเมิดมีความเสี่ยงสูง กับมาตรา 30 ถึงมาตรา 36 สิทธิของเจ้าของข้อมูล
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ดูบทความทั้งหมด

ติดต่อเรา

ให้คำปรึกษาเบื้องต้น

แจ้งรายละเอียดเรื่องของท่านมาได้ สำนักงานให้คำปรึกษาเบื้องต้นเพื่อประเมินเรื่องก่อน แล้วจึงแจ้งว่ารับดำเนินการให้ได้หรือไม่ ต้องดำเนินการอย่างไร และมีค่าใช้จ่ายเท่าใด

โทรศัพท์
อีเมล
ที่อยู่
18/241 ซอยคู้บอน 27 แยก 35 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220
ระบบลูกความ