ความเข้าใจที่พบบ่อยคือกฎหมายฉบับนี้ใช้กับกิจการขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้อง กิจการที่เก็บชื่อ เบอร์โทรศัพท์ หรือที่อยู่ของบุคคลใด ย่อมอยู่ในบังคับทั้งสิ้น รวมถึงข้อมูลของลูกจ้างเอง และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในสถานประกอบการ
อีกความเข้าใจหนึ่งที่คลาดเคลื่อนคือ ต้องขอความยินยอมจากทุกคนในทุกกรณี ซึ่งไม่ใช่ กฎหมายกำหนดฐานอื่นไว้ด้วย เช่น การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติตามกฎหมาย และประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย การขอความยินยอมในกรณีที่ใช้ฐานอื่นได้ กลับทำให้เสียเปรียบ เพราะความยินยอมถอนได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่กิจการขนาดเล็กควรทำจึงมิใช่การจัดทำเอกสารจำนวนมาก แต่เป็นการทราบว่าตนเก็บข้อมูลอะไรไว้บ้าง เก็บไว้ที่ใด ใช้เพื่ออะไร และใครเข้าถึงได้
กิจการเล็กต้องเริ่มทำอะไรก่อน
- จัดทำบัญชีว่ากิจการเก็บข้อมูลของใครไว้บ้าง ได้แก่ ลูกค้า ลูกจ้าง ผู้สมัครงาน คู่ค้า และผู้มาติดต่อ พร้อมระบุว่าเก็บไว้ที่ใด
- ระบุเหตุผลที่เก็บแต่ละรายการ และตัดรายการที่เก็บไว้โดยไม่มีเหตุจำเป็นออก ข้อมูลที่ไม่ได้เก็บไว้ ย่อมไม่มีทางรั่วไหล
- จัดทำประกาศความเป็นส่วนตัวที่อธิบายตามความเป็นจริง มิใช่คัดลอกจากที่อื่นซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่กิจการทำจริง
- จำกัดผู้เข้าถึงเท่าที่จำเป็นแก่หน้าที่ และเปลี่ยนรหัสผ่านที่ใช้ร่วมกัน
- ทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอกที่ประมวลผลข้อมูลแทนกิจการ เช่น ผู้รับทำบัญชี ผู้ดูแลระบบ และผู้ให้บริการคลาวด์
- ติดป้ายแจ้งบริเวณที่มีกล้องวงจรปิด และกำหนดระยะเวลาเก็บภาพ
ลูกค้าขอใช้สิทธิ ต้องทำอย่างไร
- ขอทราบว่ากิจการเก็บข้อมูลอะไรของตนไว้ และขอสำเนาได้
- ขอให้แก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
- ขอให้ลบข้อมูลที่หมดความจำเป็น หรือถอนความยินยอมที่เคยให้ไว้
- คัดค้านการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาด
- ร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล หากกิจการไม่ดำเนินการตามคำขอ
กิจการต้องมีช่องทางรับคำขอเหล่านี้และดำเนินการภายในกำหนดเวลา ช่องทางที่ใช้กันคืออีเมลกลางของกิจการ ซึ่งต้องมีผู้รับผิดชอบดูแลจริง
ข้อมูลรั่ว ต้องแจ้งใครภายในกี่ชั่วโมง
เหตุการณ์ที่พบบ่อยในกิจการขนาดเล็กคือ ส่งอีเมลผิดคน ทำเอกสารที่มีข้อมูลลูกค้าหาย หรือคอมพิวเตอร์ถูกเข้ารหัสเรียกค่าไถ่ กฎหมายกำหนดให้ต้องแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยไม่ชักช้า ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ และหากมีความเสี่ยงสูงต่อเจ้าของข้อมูล ต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลด้วย
กำหนดเวลานี้สั้นเกินกว่าจะเริ่มศึกษาเมื่อเกิดเหตุแล้ว จึงควรกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเมื่อเกิดเหตุจะแจ้งใคร และใครเป็นผู้ตัดสินใจ
อะไรที่ทำเกินความจำเป็น
- ขอความยินยอมในเรื่องที่ใช้ฐานอื่นได้อยู่แล้ว เช่น การเก็บข้อมูลลูกจ้างเพื่อปฏิบัติตามสัญญาจ้างและตามกฎหมายแรงงาน
- จัดทำเอกสารจำนวนมากโดยไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานจริง ซึ่งไม่ช่วยลดความเสี่ยงและไม่ช่วยในการชี้แจง
- เก็บสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไว้ทุกกรณีโดยไม่มีเหตุจำเป็น
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกิจการของท่าน สิ่งที่ต้องทำแตกต่างกันตามประเภทข้อมูลที่เก็บและลักษณะกิจการ โปรดแจ้งรายละเอียดเพื่อให้สำนักงานประเมินสิ่งที่จำเป็นจริง
ข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 19 ความยินยอม มาตรา 24 ฐานทางกฎหมายอื่นนอกจากความยินยอมสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วไป มาตรา 27 การใช้และการเปิดเผยข้อมูล และมาตรา 26 ข้อมูลอ่อนไหว
- พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 37 หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูล ในการจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การลบข้อมูลเมื่อพ้นกำหนดเก็บรักษา และอนุมาตรา (4) การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแก่สำนักงานโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ พร้อมแจ้งเจ้าของข้อมูลเมื่อการละเมิดมีความเสี่ยงสูง กับมาตรา 30 ถึงมาตรา 36 สิทธิของเจ้าของข้อมูล
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล