การเลิกจ้างเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ค่อนข้างเคร่งครัด และผลของการทำผิดขั้นตอนมิใช่เพียงต้องจ่ายค่าชดเชย แต่อาจต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง หรือถูกศาลสั่งให้รับกลับเข้าทำงาน
ข้อที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ เหตุที่นายจ้างระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง คือเหตุที่ผูกพันในชั้นศาล จะยกเหตุอื่นขึ้นอ้างในภายหลังมิได้ หนังสือเลิกจ้างที่เขียนสั้นเกินไปหรือไม่ระบุเหตุ จึงทำให้นายจ้างเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มคดี
ในทางกลับกัน นายจ้างที่มีเอกสารครบตั้งแต่ต้น ทั้งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หนังสือตักเตือนตามลำดับขั้น และบันทึกการประเมินผลงาน มักไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางศาลเลย
ก่อนเลิกจ้าง นายจ้างต้องมีอะไรพร้อมบ้าง
- ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ประกาศให้ลูกจ้างทราบแล้ว และระบุว่าการกระทำใดเป็นความผิดร้ายแรง
- หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรตามลำดับขั้น พร้อมหลักฐานว่าลูกจ้างได้รับแล้ว เว้นแต่เป็นกรณีร้ายแรงที่ไม่ต้องตักเตือน
- บันทึกข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ พร้อมวันเวลาและผู้เกี่ยวข้อง จัดทำในขณะที่เหตุการณ์ยังใหม่ มิใช่จัดทำย้อนหลังเมื่อจะเลิกจ้าง
- การให้โอกาสลูกจ้างชี้แจง ซึ่งแม้กฎหมายมิได้บังคับในทุกกรณี แต่ทำให้รูปคดีของนายจ้างมั่นคงขึ้นมาก
หนังสือเลิกจ้างต้องเขียนอย่างไร
- ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างให้ครบถ้วนและเจาะจง มิใช่เขียนกว้างว่าไม่ผ่านการประเมินหรือปรับโครงสร้าง
- ระบุวันที่การเลิกจ้างมีผล และการบอกกล่าวล่วงหน้าตามกำหนด หากเลิกจ้างทันทีต้องจ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวเพิ่ม
- ระบุรายการเงินที่จะจ่าย ทั้งค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าล่วงเวลา และเงินแทนวันหยุดพักผ่อนที่ยังไม่ได้ใช้
- จัดทำเป็นหนังสือและมีหลักฐานการส่งมอบ การบอกเลิกด้วยวาจาทำให้พิสูจน์เหตุได้ยากในภายหลัง
เลิกจ้างแบบไหนไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
มีอยู่ไม่กี่กรณี และต้องระบุเหตุไว้ตั้งแต่วันบอกเลิก ได้แก่ ทุจริตต่อหน้าที่หรือทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ประมาทเลินเล่อจนเสียหายอย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ซึ่งนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว โดยหนังสือเตือนใช้ได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ขาดงานสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ และถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
ข้อสุดท้ายมีข้อยกเว้นที่นายจ้างมักมองข้าม หากโทษจำคุกนั้นเป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ นายจ้างยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามปกติ การเลิกจ้างโดยอ้างข้อนี้จึงต้องดูฐานความผิดก่อนเสมอ
ผลงานไม่เป็นที่พอใจ ไม่เข้ากับทีมงาน การปรับโครงสร้าง ยุบตำแหน่ง และการปิดกิจการ ไม่อยู่ในรายการนี้ กรณีเหล่านั้นนายจ้างยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามปกติ
ธุรกิจขาดทุน เลิกจ้างได้หรือไม่
การลดจำนวนพนักงานเพราะกิจการขาดทุนหรือปรับโครงสร้าง ทำได้ แต่ยังต้องจ่ายค่าชดเชยเต็มจำนวน และควรมีเกณฑ์การคัดเลือกที่อธิบายได้ ว่าเหตุใดจึงเลือกลูกจ้างรายนั้น เกณฑ์ที่อธิบายไม่ได้ทำให้ถูกอ้างว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
หากมีการนำเครื่องจักรหรือระบบมาแทนแรงงาน กฎหมายกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมทั้งการแจ้งล่วงหน้าและเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม จึงควรตรวจสอบก่อนดำเนินการ
ตกลงเลิกจ้างกันเอง ทำอย่างไรให้จบจริง
ในหลายกรณี การตกลงเลิกสัญญาจ้างโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย ให้ผลดีกว่าการบอกเลิกฝ่ายเดียว เพราะยุติเรื่องได้ทันทีและควบคุมต้นทุนได้ แต่เอกสารต้องจัดทำให้ถูกต้อง มิฉะนั้นลูกจ้างยังฟ้องได้ในภายหลัง
ข้อสำคัญคือ ข้อตกลงที่ให้ลูกจ้างได้รับน้อยกว่าขั้นต่ำตามกฎหมายย่อมไม่มีผล แม้ลูกจ้างจะลงลายมือชื่อยินยอมแล้วก็ตาม
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกิจการของท่าน โปรดนำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้สำนักงานตรวจสอบก่อนดำเนินการเลิกจ้าง
ข้อมูลอ้างอิง
- พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง การบอกกล่าวล่วงหน้า และมาตรา 17/1 ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า มาตรา 118 ค่าชดเชย และมาตรา 119 กรณีเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โดยอนุมาตรา (4) กำหนดให้ข้อบังคับหรือระเบียบนั้นต้องชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และหนังสือเตือนมีผลบังคับไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด อนุมาตรา (6) ไม่ใช้กับโทษจำคุกสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ส่วนวรรคท้ายกำหนดให้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง
- พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ว่าด้วยอำนาจศาลแรงงานเมื่อเห็นว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน